วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

                 กฏหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

1.การละเมิดลิขสิทธิืโปรแกรมคอมพิวเตอร์

การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์โดยทั่วไปมี5 ลักษณะ ได้แก่
 1. การละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้ใช้ เป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายต่อ BSA มากที่สุด เรียกกันว่า “การละเมิดลิขสิทธิ์โดยผู้ใช้ในองค์กร” เกิดจากการที่องค์กร ธุรกิจทำการสำเนาซอฟต์แวร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
 2. การใช้งานจำนวนมากในเครือข่าย เกิดจากการมีผู้ใช้จำนวนมากในเครือข่ายเข้าใช้ซอฟต์แวร์ ชุดเดียวที่ส่วนกลางพร้อมกัน
 3. การละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ต แม้จะมีผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องก็ตาม แต่ก็มีการละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก เช่นกัน ได้แก่ • เว็บไซต์ที่เปิดให้ดาวน์โหลดหรือแลกเปลี่ยนซอฟต์แวร์ ทางการค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย • เว็บไซต์ที่เสนอการประมูลซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย, ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ตรงกับ ช่องทางจำหน่ายที่กำหนด • เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer ที่อนุญาตให้แลกเปลี่ยน ซอฟต์แวร์มีลิขสิทธิ์ระหว่างกัน การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านอินเตอร์เน็ตยังถือเป็นเรื่องคุกคาม การค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญที่สุด
 4. การติดตั้งซอฟต์แวร์ในฮาร์ดดิสก์ เกิดจากการที่ผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ให้ กับลูกค้าอย่างผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ
 5. การสำเนาซอฟต์แวร์อย่างผิดกฎหมาย คือ การทำสำเนาอย่างผิดกฎหมาย หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิด ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์โดยเจตนา สำหรับกรณีของซอฟต์แวร์ที่มี บรรจุภัณฑ์นั้นพบว่า ได้มีการจำหน่ายซีดีหรือดิสเก็ตต์ที่ทำ สำเนาอย่างผิดกฎหมายพร้อมด้วยคู่มือ, สัญญาการใช้งาน, ฉลาก และบัตรลงทะเบียนโดยมีบรรจุภัณฑ์และคุณสมบัติ ป้องกันการปลอมแปลงที่เหมือนกับผลิตภัณฑ์ของแท้ให้เห็น เช่นกัน

2.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
อาชญากรคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญ มีการจำแนกไว้ดังนี้
1.Novice เป็นพวกเด็กหัดใหม่(newbies)ที่เพิ่งเริ่มหัดใช้คอมพิวเตอร์มาได้ไม่นาน หรืออาจหมายถึงพวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2.Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
3.Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยีกลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
4.Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
5. Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
6.Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
7.Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ
3.การใช้คอมพิวเตอรืในทางที่ผิด
นที่ใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ผิดกฎหมาย (Hacker) คำว่าHacker เป็นชื่อที่ใช้เรียกพวกที่มีคามชำนาญในการใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น แอบขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย หรือแอบแก้ไขตัวเลขในธนาคารเพื่อถอนเงินออกมาใช้เอ หรือหมายถึง แอบแก้ปรับ หรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 
4.ไวรัสคอมพิวเตอร์

ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน
การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว
จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็น
5.กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
1. กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Law) เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็ นการรองรับ นิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดท าขึ ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่าเทียมกับนิติสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่ จัดท าขึ ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั ้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ 
2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signatures Law) เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบวนการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลง ลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ ้นในการท าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และก าหนดให้มี การก ากับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 
3. กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน (National Information Infrastructure Law) เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื ้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่โครงข่าย โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื ้นฐานสารสนเทศส าคัญ อื่น ๆ อันเป็ นปัจจัยพื ้นฐาน ส าคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับ เจตนารมณ์ส าคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื ้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจาย สารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็ นกลไกส าคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล ้าของสังคม อย่างค่อยเป็ นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายใน ชุมชน และน าไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้ 
4. กฎหมายเก่ียวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Law) เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิ และให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจถูกประมวลผลเปิ ดเผย หรือเผยแพร่ถึงบุคคลจ านวนมากได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจ ก่อให้เกิดการน าข้อมูลนั ้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป็ นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั ้งนี ้โดยค านึงถึงการรักษา ดุลยภาพระหว่างสิทธิขั ้นพื ้นฐานในความเป็ นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ
 5. กฎหมายเกี่ยวกับการกระท าความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law) เพื่อก าหนดมาตรการทางอาญา ในการลงโทษผู้กระท าผิดต่อระบบการท างานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย ทั ้งนี ้เพื่อเป็ นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของ 

6.จริยธรมในระบบสารสนเทศ
การคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญา                 ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยปัจเจกชน หรือนิติบุคคล ซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายความลับทางการค้า และกฎหมายสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ (copyright) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมายถึง สิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิ์ในการป้องกันการคัดลอกหรือทำซ้ำในงานเขียน งานศิลป์ หรืองานด้านศิลปะอื่น ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวลิขสิทธิ์ทั่วไป มีอายุห้าสิบปีนับแต่งานได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอายุเพียง 28 ปี สิทธิบัตร (patent) ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 หมายถึง หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยสิทธิบัตรการประดิษฐ์มีอายุยี่สิบปีนับแต่วันขอรับสิทธิบัตร ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะคุ้มครองเพียง 17 ปี อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Crime) อาชญากรรมคอมพิวเตอร์อาศัยความรู้ในการใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น โดยสามารถทำให้เกิดความเสียหายด้านทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาลมากกว่าการปล้นธนาคารเสียอีก นอกจากนี้อาชญากรรมประเภทนี้ยากที่จะป้องกัน และบางครั้งผู้ได้รับความเสียหายอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/article-1856-จริยธรรมที่เกี่ยวกับระบบสารสนเทศ.html